ShILLinG's profileYou has JusT SiGn In ...PhotosBlogListsMore Tools Help

ShILLinG Kittiwangchai

Location
Interests
be_alert@hotmail.com
There are no music lists on this space.

Weather

Loading...

Custom HTML

 

You has JusT SiGn In LiVe@SHILLiNG SpAce

五日間……バックレよう
Photo 1 of 106
January, 2008

สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ โน๊ต อุดม

สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ โน๊ต อุดม


           โน๊ต อุดม ดารา ชื่อดังจะมาบอกถึง สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ โน๊ต อุดม สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ โน๊ต อุดม เชิญที่นี่

โน้ส อุดม

          สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ "โน๊ต อุดม" สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ อุดม แต้พานิช

           1. มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี
           2. เวลาที่เราวิ่งมารับโทรศัพท์จากที่ไกลๆ เมื่อถึงโทรศัพท์ เสียงมันมักจะหยุด เราจะช้าไป 1 จังหวะเสมอ
           3. ถ้าแอบรักใคร อย่าฝากใครไปบอก บอกด้วยตัวเองจะดีกว่า
           4. เวลาสั่งอาหารไว้นานแล้วยังไม่ได้สักที ให้พูดว่าไม่เอาจะได้เร็ว
           5. ถ้าเรียกเก็บเงินแล้วไม่มีใครมาเก็บเสียที ให้ลุกขึ้นทำท่าจะกลับทั้งโต๊ะ จะมีพนักงานพุ่งมาทันที
           6. ปลูกต้นลั่นทมไว้หน้าบ้าน ไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ระทมของตัวเราเลย
           7. ระวังคนขายโรตี ที่เพิ่งเดินออกมาจากป่าละเมาะ, พุ่มไม้, ซอกตึก อย่าตัดสินใจซื้อจนกว่าเขาจะล้างมือ
           8. ไม่มีสัจจะในร้านตัดเสื้อ
           9. ระวังคนที่แสดงออกว่าเป็นคนดีมากๆ
           10. อย่าซื้อทุเรียนมาปอกเอง
           11. หนังสือดี คือหนังสือที่เราชอบอ่าน,  หนังดีคือ หนังที่เราชอบดู
           12. อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เรานินทามากๆ อย่าลืมย้ำบ่อยๆ ว่าอย่าบอกใครนะ
           13. อย่าทิ้งกระดาษชำระไว้ในชามก๋วยเตี๋ยว คนล้างจะเสียความรู้สึก
           14. เรียกยามว่าซีเคียวรีตี้ การ์ด ยามจะตั้งใจโบกรถ
           15. อย่าซื้ออะไรที่ต้องเอามาซ่อมต่อ
           16. รถในเมืองไทยพวงมาลัยอยู่ทางขวา แต่ฝาน้ำมันไม่อยู่ขวาเสมอไป
           17. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ต้องเอายาสีฟันไปก็ได้ ยังไงเพื่อนต้องมี
           18. ตลาด อ.ต.ก. มาจากคำว่า เอเวอรี่ติง เกินราคา
           19. เวลาดูหนังโรง ควรจำว่ากระปุกน้ำอยู่ด้านไหน
           20. ตัดผมวันพุธได้ ไม่บาป
           21. คนไม่กินเนื้อ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีเสมอไป
           22. เวลาบ้วนน้ำยาลิสเตอรีนออกจากปาก ให้หลับตาด้วย
           23. ปูอัด มันทำจากปลา
           24. กินก๋วยเตี๋ยวจากตะเกียบไม้อร่อยกว่า
           25. อย่าไปจ่ายตลาดเวลาหิว เราจะซื้อมาเยอะเกินจำเป็นเสมอ
           26. ในโลกนี้จะชอบมีคนมาทักอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก อ้วนขึ้นนะ กับประเภทที่ 2 ผอมลงนะ ไม่มีใครเข้ามาทักว่าปกติดีนี่ไปทำอะไรมา
           27. คนที่เอาหมวกตำรวจ หรือชุดตำรวจแขวนไว้หลังรถมิใช่เพราะบ้านเค้าไม่มีตู้ เค้าไม่ได้ลืม เค้าแค่กลัวคนไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร
           28. คนที่มีรถทะเบียนเลขเดียวเรียงติดกันหลายๆ ตัว เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา
           29. คนที่มีความรู้มากๆ เขามักจะใช้ความรู้ขังจินตนาการ
           30. ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน
           31. จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา
           32. เวลาที่เปิดหนังสือให้เพื่อนดู หน้าที่ตัวเองพูดถึงมักจะหาไม่เจอ
           33. ขนมและน้ำในโรงหนัง จะแพงกว่าข้างนอก
           34. ห้องน้ำผู้หญิง ผู้ชายเข้าไปดูเป็นพวกโรคจิต, ห้องน้ำผู้ชาย ผู้หญิงเข้ามาดูเป็นแม่บ้าน
           35. เวลารถติด เลนอื่นมักไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ
           36. ถ้าเราขับรถไม่ทันไฟเขียวเป็นคันสุดท้าย ให้คิดว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปเป็นคันแรก
           37. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า "นี่เพื่อนฉัน" หมายความว่า "แฟนฉัน"
           38. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า "นี่แฟนฉัน" หมายความว่า "ผัว/เมียฉัน"

November, 2007

Biz"เงินทอง&กำไร" คือของสะสม

"เงินทอง&กำไร" คือของสะสม

"พชร ปัญญายงค์"

"เงินทอง&กำไร" คือของสะสม

โดย กาญจนา หงษ์ทอง

ในระยะสั้นการลงทุนอาจจะวูบวาบบ้าง ตามปัจจัยการเมืองและภายนอกที่มากดดันเศรษฐกิจ แต่การลงทุนระยะยาวที่เกิน 1 ปี มันได้ผลตอบแทนเหนือ 10%อยู่แล้ว

ถือว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ถูกจับตามองจากผู้คนรอบด้าน เรากำลังพูดถึง"พชร ปัญญายงค์" คลื่นลูกใหม่ที่มากความสามารถ เรียกว่าเป็นทั้งพิธีกรรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง 3 และรายงานข่าวด้านเศรษฐกิจทางสถานีโทรทัศน์ Money Channel ในเวลาเดียวกันยังทำหน้าที่ผู้บริหารที่โตโยต้า บางกอก ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวควบคู่กันไปด้วย

เรื่องเงินๆ ทองๆ พชรถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องนี้มาแต่ไหนแต่ไร ทุกวันนี้เมื่อมีรายได้เข้ามาไม่ว่าจะเป็นจากการทำงานในโตโยต้าหรืองานด้านสื่อสารมวลชนก็ตาม เขาจะจัดสรรเงินอย่างเป็นสัดส่วน โดยแบ่ง 1 ใน 3 หรือประมาณ 33% ลงทุนในหุ้น เพราะถือว่ายังอายุไม่เยอะ สามารถรับความเสี่ยงได้มาก

"แต่เงื่อนไขของการลงทุนในหุ้นของผมคือ ไม่สามารถซื้อขายได้ทุกวัน เพราะการทำงานของผมถือว่าขึ้นตรงกับแฟมมิลี่ โนฮาว ซึ่งเป็นบริษัทลูกของตลาดหลักทรัพย์ ในแง่การลงทุนจึงต้องถือยาวหน่อย จะลงทุนอะไรก็ 30 วันขึ้นไป"

พชรนิยามตัวเองเป็นนักลงทุนประเภท "กล้าเสี่ยง" ด้วยอายุทำให้ยังกล้าเสี่ยง แต่ถ้าเวลาผ่านไปอีกสัก 10 ปี คงไม่กล้าลงทุนเสี่ยงขนาดนี้ และคงลดความเสี่ยงลง ช่วงนี้เสี่ยงได้ก็เสี่ยงไปก่อน

นอกจากนี้ ยังกันไว้อีกประมาณ 33% ลงทุนในส่วนของตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยลงหน่อย ที่เหลือเป็นเงินออมหมดเลย แต่โดยภาพรวมเขาจะจัดสรรการลงทุนเพื่อประหยัดภาษี แล้วก็แบ่งไว้ก่อนหนึ่งเป็นทุนการศึกษาสำหรับน้อง 2 คน ซึ่งตอนนี้เรียนจบปริญญาโทกันหมดแล้ว นอกจากนี้ก็อาจจะมีเพื่อเตรียมไว้สำหรับการพัฒนาขยับขยายธุรกิจเช่น เปิดโชว์รูมใหม่ๆ

และอีกส่วนหนึ่งที่พชรบอกว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเขาเอง นั่นคือ ลงทุนในธุรกิจร้านอาหาร และผับ แอนด์ เรสเตอรอง เพราะเขาเป็นคนที่ชอบสังสรรค์กับพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นประจำอยู่แล้ว คือ ชอบหามุมหนึ่งที่มีไว้กินไว้นั่งคุย แชร์ไอเดีย หรือสร้างคอนเนคชั่น และเน็ตเวิร์คทางธุรกิจกัน ไหนๆ ก็ชอบแล้วก็ลงทุนในธุรกิจในพวกนี้ไปเลย

"ก็เป็นการลงทุนร่วมกับพรรคพวกที่เรียนมาด้วยกัน ตอนนี้เปิดมาแล้ว 3-4 ร้าน และกำลังจะเปิดที่ทองหล่ออีกร้านหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นลักษณะเวนเจอร์ แคปปิตอล และพอเปิดปุ๊บเราโอเปอเรทตามปกติ แต่พอติดตลาดปุ๊บเราขายทิ้ง เอากำไรทันที เพราะธรรมชาติของธุรกิจพวกนี้มันเหนื่อยและไม่ยั่งยืน วงจรของมันสั้นมาก โดยมากพอ 2 ปีต้องลงทุนใหม่หรือไม่ก็รีโนเวทใหม่ "

นอกจากการลงทุนในปัจจุบัน พชรบอกว่าเมื่อมีช่องทางลงทุนประเภทไหนน่าสนใจ เขาก็จะศึกษาและลงทุน เช่น พวกฟิวเจอร์ ออปชั่น กองทุนอีทีเอฟ

"ผมก็ศึกษามาพอสมควร แต่ตอนนี้ทุกอย่างยังใหม่อยู่ ยังเก็งอะไรมากไม่ได้ มองแค่ว่า จะทำยังไงให้ได้กำไร ซึ่งออปชั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำกำไรให้เราได้"

แต่ไม่ว่าจะลงทุนในธุรกิจหรือช่องทางไหน พชรจะยึดหลัก"คิด 10 ครั้งก่อนทำ"

เขาเล่าว่าถูกพ่อสอนตั้งแต่เล็กจนโต ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ไม่ว่าจะขยับขยายกิจการในด้านไหน หรือลงทุนอะไรก็ตาม ให้คิดและไตร่ตรอง 10 ครั้งก่อนทำ จะได้ไม่เกิดความเสียหายตามมา พชรบอกว่าครอบครัวของเขาบ่มเพาะเรื่องการใช้เงิน และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารเงินมาตลอด เวลาคนในครอบครัวนั่งคุยกัน ก็จะมีแต่เรื่องพวกนี้ ไม่ค่อยคุยเรื่องแฟนหรือเรื่องส่วนตัวกันเท่าไร

"เมื่อคิดจะทำอะไร ผมก็จะเรียกคนที่อยู่ใกล้ชิด คนที่ไว้วางใจและคนในแวดวงเดียวกัน มาประชุมหรือหารือ ถ้าพวกเขามีคำถามเกิดขึ้นแม้แต่ข้อเดียว แล้วเราตอบเขาไม่ได้ แบบนั้นก็ไม่ควรทำ เราจะคุยกัน คิดแล้วคิดอีก เช่น เรื่องเปิดร้านอาหารหรือโชว์รูมเพิ่ม ผมจะคุยกับลุงป้า น้า อา รุ่นพี่รุ่นน้อง คิด 10 ครั้งเสมอ"

เพราะแม้ว่าจะคิดใคร่ครวญเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็เคยเกิดความผิดพลาดจากการลงทุนคือ พลาดเรื่องผลกำไรที่ได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง

"มีช่วงหนึ่งไปลงทุนร้านอาหารแถวเลียบทางด่วน ลงทุนกับคนในแวดวง รู้จักกันแค่ผิวเผิน ขณะเดียวกันการบริหารจัดการไม่ได้ระบบ แต่ผมก็ถอนตัวออกมาทัน คราวนั้นก็เลยได้ผลตอบแทนน้อยคือ ที่จริงควรจะได้เยอะกว่านั้น พูดง่ายๆ คือ บทเรียนที่เราได้มาคือ การไว้เนื้อเชื่อใจ การวางคนไม่ถูก ถึงไม่ขาดทุน แต่ก็เกือบไปเหมือนกัน"

นิสัยการใช้จ่าย พชรออกตัวว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างใช้จ่ายเยอะ แต่ยังอยู่ในจุดที่ว่า "หาได้มากกว่าใช้" เพราะเป็นคนที่ประเมินตนเสมอ จริงอยู่อาจจะมีบัตรเครดิต 3 ใบ ใช้จ่ายผ่านบัตรเยอะ แต่ประเมินตัวเองตลอดว่าเรามีรายได้เท่าไร เงินหมดไปกับความจำเป็นหรือเปล่า

"เท่าที่สำรวจ ยังเห็นว่าเรื่องการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงสำหรับผมยังจำเป็นอยู่ ก็เลยต้องสังสรรค์กันต่อไป ผมถือเป็นการลงทุนส่วนหนึ่ง ได้แชร์ความคิด บางทีชีวิตเราพูดมาเยอะแล้ว เราต้องฟังคนอื่นบ้าง ถ้าเราไม่รู้จักฟังคนอื่น โลกก็จะแคบ เวลาไปเจอกันก็คุยกันว่าทำไมหุ้นถึงขึ้น เศรษฐกิจเป็นยังไง ทำไมไม่ลดดอกเบี้ยซะที อะไรแนวนี้ เรียกว่าเป็นการสังสรรค์ที่อาจจะแปลกที่คุยกันแต่เรื่องพวกนี้ตลอด หลักๆคือ สร้างเน็ตเวิร์ค เพราะผมมีเพื่อนมากหลายกลุ่ม"

แต่โดยภาพรวมพชรบอกว่า เขายังยึดหลักใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น เวลาจะซื้ออะไรก็จะคิดหน้าคิดหลังตลอด ไม่ค่อยฟุ่มเฟือย อะไรที่ไม่ใช่ปัจจัย 4 ก็จะคิดตลอด อย่างเสื้อผ้า แม่และเพื่อนจะซื้อให้ตลอด

"ชีวิตผมไม่เคยสะสมอะไร นอกจากเงินและกำไร"

พชรบอกว่าอยากส่งเสริมให้ผู้คนออมเงินและลงทุนให้ถูกต้อง ไม่ใช่แค่มองว่าการออมเงินคือ การฝากออมทรัพย์ เพราะถ้าไม่ชนะเงินเฟ้อ ทำไมไม่ลองมาหาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ทุกวันนี้อยากให้ทุกคนศึกษาหาความรู้ในตลาดทุนกันมากขึ้น อย่าปล่อยให้เงินแช่อยู่ในแบงก์ และผุกร่อนไปทุกปี

"ในระยะสั้นการลงทุนมันอาจจะวูบวาบบ้าง ตามปัจจัยการเมืองและภายนอกที่มากดดันเศรษฐกิจ แต่การลงทุนระยะยาวที่เกิน 1 ปี มันได้ผลตอบแทนเหนือ 10%อยู่แล้ว ทุกวันนี้ผมคิดว่า อยากมีฐานะที่เพียงพอ ผมคงไม่ได้ต้องการร่ำรวยล้นฟ้า ขอแค่มีฐานะและเติบโตไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ทิ้งไม่ได้คือธุรกิจ เราคงต่อยอดไปเรื่อยๆ การจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องมีท่อน้ำเลี้ยงเพื่อมาขยายธุรกิจต่อไปได้ จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีเงิน ผมว่าก็มีความสุขได้นะ "

เพราะสำหรับพชร เขาบอกว่า เงินเป็นปัจจัย 5 ไม่ใช่ปัจจัย 4 มันเป็นแค่ตัวกลางในการแลกของหมูกับไก่เท่านั้นเอง

Biz ลงทุนต้องเหมาะกับ "วัย&รายได้"

ลงทุนต้องเหมาะกับ "วัย&รายได้"

"ธีรพันธุ์ จิตตาลาน"

ลงทุนต้องเหมาะกับ "วัย&รายได้"

โดย สรวิศ อิ่มบำรุง

เป้าหมายของตัวเองคือ เกษียณให้อยู่ได้สบายๆ ไม่เดือดร้อนใคร ไม่ต้องไปรบกวนลูก เราช่วยตัวเองได้ 2 สามีภรรยา ถ้ามีเหลือก็มอบเป็นมรดกให้ลูกต่อไป

*******

สำหรับ "ธีรพันธุ์ จิตตาลาน" รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย นั้นถือเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรที่เขาทำงานอยู่ตลอดจนยังมีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมกองทุนในฐานะที่เป็นอุปนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนและประธานกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลอีกด้วย ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเขาในแง่มุมของการออมการลงทุนส่วนตัวกันบ้าง

ธีรพันธุ์เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า ทุกคนมีรายได้เข้ามาแล้วก็ใช้จ่ายออกไป แต่เงินที่เราจ่ายออกไปควรจะดูว่าเป็นเงินประเภทไหน ซึ่งส่วนตัวแบ่งเงินออกเป็น 2 ประเภท โดยดูว่าเงินที่เราใช้ไปเกิดรายได้หรือเปล่า ถ้าเกิดรายได้ใช้คำว่า "สินทรัพย์" ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่อาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น รถยนต์ สินทรัพย์ประเภทนี้เราต้องรู้เลยว่ามีค่าเสื่อม และไม่ก่อให้เกิดรายได้ ยิ่งซื้อยิ่งทำให้เราออมได้ไม่ดี กับสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ สินทรัพย์ประเภทนี้เราเรียกว่า "Investment" คือ เป็นการลงทุน แม้กระทั่งการซื้อบ้านส่วนตัวถือว่าเป็นการลงทุน ถ้าใช้จ่ายแบบนี้ก็เป็นส่วนที่สบายใจได้ว่า อย่างน้อยในอนาคตบ้านที่เราซื้อก็มีโอกาสเพิ่มค่าขึ้นได้อาจจะขายได้ หรือให้เช่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าเก็บเงินไว้เฉยๆ เงินจะเล็กลงเรื่อยๆ เพราะเงินเฟ้อ

"หลักแนวคิดของเงินเฟ้อ ผมอยากให้คิดว่าสินทรัพย์เวลาคุณจะเอาเงินจ่ายออกไปนั้น ต้องคิดว่าซื้อสินทรัพย์นั้นแล้วจะมีรายได้กลับมาหรือจะทำให้มันเสื่อมค่าลงไป ถ้าได้แนวคิดตรงนี้คุณก็จะเริ่มเข้าใจการออม เพราะเป็นไปไม่ได้ที่รายได้เรามา 100 บาท แล้วเราจะออมได้หมดทั้ง 100 บาท จะต้องมีค่าใช้จ่ายประจำ เพราะฉะนั้นเงินที่เหลือผมก็จะแบ่ง เพราะว่าบางทีสินทรัพย์ที่เสื่อมค่าทั้งหลายมันก็มีความสุข ซื้อรถสวยๆ หรือการไปใช้จ่ายในบางเรื่องที่ชอบก็ทำให้เรามีความสุข ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงตอนที่เราเกษียณด้วย ถ้าเราไม่ออมไว้ตั้งแต่ตอนนี้ อาจจะมีเงินไม่เพียงพอที่จะใช้ชีวิตในวัยเกษียณก็ได้"

ธีรพันธุ์ แนะนำว่า การออมการลงทุนต้องดู "วัย" ประกอบด้วย การออมของคนอายุเริ่มทำงานกับทำงานผ่านไปแล้ว 5 ปี เป็นยังไง 10 ปีเป็นยังไง ใกล้เกษียณเป็นยังไง วิธีออมไม่เหมือนกัน แต่ละช่วงอายุการออมและการลงทุนไม่เหมือนกัน รูปแบบการลงทุนส่วนตัวก็ปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ต้องปรับเปลี่ยนตามอายุและรายได้

ตอนแต่งงานใหม่ๆ ออมได้ไม่เยอะ ไหนจะมีลูก ไหนจะต้องซื้อบ้าน ไหนจะต้องซื้อรถ ค่าใช้จ่ายจิปาถะเลย ตอนนั้นออมได้ไม่มาก แต่ช่วงเริ่มต้นทำงานจะสามารถออมได้มากหน่อย และช่วงต้นของการแต่งงาน 4-5 ปี แรกจะออมได้ต่ำ แต่พอผ่าน 5-8 ปี ไปแล้วเชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มอยู่ตัว เงินเดือนจะปรับตัวสูงขึ้น จะเริ่มกลับมาออมมากได้อีกครั้ง ตอนนี้เขาอายุ 52 ปี เหลือเวลาอีก 8 ปีที่จะเกษียณ เขาซื้อบ้านอีกหลังหนึ่งที่จะผ่อนหมดในอีก 5 ปี ข้างหน้า ก็อายุ 57 ปีสบายแล้ว มีทรัพย์สินเต็มไปหมด มีที่ดิน มีทรัพย์สิน มีรถ 6 คัน มีพร้อมหมด

"การกู้แบงก์เพื่อซื้อบ้าน ผมถือเป็นการออม ผมถามว่าถ้าคุณนั่งเก็บเงินซื้อเองคุณจะซื้อได้มั้ย ผมว่าคุณเก็บเงินไม่ทัน คุณอาจจะเก็บเงินได้จริง แต่พอถึงเวลาที่จะซื้อราคาบ้านมันวิ่งไปไกลแล้ว ซื้อไม่ได้สักที เรื่องการกู้ผมจึงมองว่าเป็นการออมอย่างหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกว่าการซื้อบ้านตอนใกล้เกษียณแบบนี้จะเสี่ยงอะไรเลย เพราะผมกับภรรยาสองคนเรามีศักยภาพที่จะผ่อนตรงนี้ได้สบายอยู่แล้ว"

ธีรพันธุ์ยังบอกอีกว่า ถ้าจะออมเริ่มแรกให้เลือกเครื่องมือที่ได้ประโยชน์ทางภาษี อดีตเลขาของเขาไปอยู่ออสเตรเลีย 3 ปี ไปอยู่ที่นั่นแม้จะซื้อหน่วยลงทุนก็ต้องคิด เพราะต้องเสียภาษีทุกอย่าง แม้กระทั่งซื้อหน่วยลงทุนก็เก็บภาษี แต่ในขณะเดียวกันเมืองไทยค่อนข้างที่จะดีในเรื่องการลงทุนพวกนี้ ปัจจุบันคุณเอาเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำไรมาก็ไม่เก็บภาษี ในขณะที่เงินฝากแบงก์ยังต้องเสียภาษี ถ้าคุณอยู่ บลจ.ไม่ว่าคุณจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดก็ไม่ต้องเสียภาษี แถมยังมีกองทุนที่มีประโยชน์ทางภาษีอย่างกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) เป็นกองทุนที่ผู้ลงทุนซื้อเสร็จนอกจากไม่เก็บภาษีแล้ว ยังนำไปหักลดหย่อนภาษีทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

เพราะฉะนั้นถ้าจะออม ประการแรกเราต้องมาที่เครื่องมือที่ให้ประโยชน์ทางภาษีให้ได้ก่อน ต้องออมส่วนนี้ให้ได้ก่อน เพราะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการออมส่วนตัวจะยึดหลักเรื่องการลงทุน แล้วก็มองให้เกิดประโยชน์มากที่สุดอย่างภาษีต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เราก็จะเข้าไปใช้ประโยชน์เต็มที่

"ส่วนจะเลือกกองทุนไหนดีนั้น ถ้าอายุยังน้อยๆ แล้วมีความรู้เรื่องหุ้น ก็ซื้อกองทุน LTF ถ้าเป็นผมๆ ซื้อกองทุน LTF ก่อนเพราะเป็นส่วนเพิ่มแล้วใช้ได้เต็มที่ ในขณะที่กองทุน RMF เลือกได้ทั้งตราสารหนี้แล้วก็หุ้น แต่ผมชอบกองทุน LTF มากกว่า แล้วเมื่อจะไปลงเพิ่มในกองทุน RMF ก็ควรจะเลือกกองทุน RMF ที่เป็นตราสารหนี้เพื่อให้สมดุลกัน ใครที่ใช้สิทธิได้ควรมาใช้สิทธิ"

ธีรพันธุ์ยังบอกอีกว่า ถ้าจะลงทุนต้องดูความเสี่ยงก่อนผลตอบแทน รวมถึงเรื่องของสภาพคล่องด้วย ความเสี่ยงคือ ต้องดูว่าเงินไปลงทุนตรงไหนแล้วมูลค่าทรัพย์สินเราในอนาคตจะเป็นยังไง ถ้าพวกตราสารหนี้เขาเรียกว่าความเสี่ยงด้านเครดิต(Credit Risk)ถ้าไปลงทุนในตราสารหนี้ที่เครดิตไม่ดี เงินต้นมีโอกาสสูญได้เช่นกัน ถ้าลงทุนในหุ้นอาจจะขาดทุนจากความผันผวนของหุ้น ถ้าเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็จะต้องดูในเรื่องของสภาพคล่อง

ฉะนั้นเวลาที่ลงทุนจะต้องดู "ความเสี่ยง" และ "สภาพคล่อง" ควบคู่กันไปด้วย ในอนาคตข้างหน้าเราไม่รู้ว่าตัวเองจะลงทุนเพื่อทรัพย์สินต่อไป หรือในบางครั้งเราอาจต้องการแปลงสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่เหล่านั้นกลับมาเป็นเงินสด เพื่อเอาไปใช้จ่ายให้ลูกเรียนเมืองนอก หรือใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ จึงต้องดูด้วย

"เป้าหมายของตัวเองคือ เกษียณให้อยู่ได้สบายๆ ไม่เดือดร้อนใคร ไม่ต้องไปรบกวนลูก เราช่วยตัวเองได้ 2 สามีภรรยา ถ้ามีเหลือก็มอบเป็นมรดกให้ลูกต่อไป ตัวเองไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะพ่อแม่ทั้ง 2 ฝั่งมีทรัพย์สมบัติไว้ให้ซึ่งอาจจะได้เปรียบในบางเรื่องคือ เราสามารถที่จะออมต่อได้เลย ผมก็ยึดหลักนี้ก็ออมต่อให้ลูกเขามีบ้าน มีรถ พร้อมหมดแล้ว ทำงานก็แค่หาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันซึ่งก็เหมือนกับชีวิตของผม เขาก็จะมีเงินเหลือเพราะว่าเราออมเผื่อลูกเอาไว้แล้ว ลูกๆ ผมก็จะเหมือนผมที่สามารถสร้างต่อไปได้เลย ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์"

ธีรพันธุ์ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจในเรื่องของการออมและการลงทุนก็คือเรื่องของ "ความรู้" นั่นเอง

October, 2007

รถเมล์เมืองไทย

วิธีแก้เซ็งสำหรับคนที่นั่งรถเมล์นานๆ...ขำขำนะ

 
TV Direct ขอเสนอ

ร ถ เ ม ล์ เมืองไทย - - - สะท้านนรก...


คุณเคยมีปัญหาแบบนี้มั้ย

เบื่อหนายกับการนั่งรถเมล์ทุกวัน เซ็งกับการนั่งรถเมล์เป็นเวลานานๆ

ไม่มีอะไรทำจนต้องนั่งหลับ

วันนี้เราขอเสนอ

"แอ๊บโดมิไนท์เซ่อ ... รถร่วมสะท้านนรก"


รถร่วมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรถร่วมกตัญญู อันนั่นใช้สำหรับศพ

แต่หมายถึงรถเมล์ร่วมบริการ (ที่ไม่ใช่ของ ขสมก อ่ะ)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็นศพ

มันจะช่วยสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการเดินทาง

สร้างความเร้าใจในทุกวินาทีที่ใช้

เริ่มตั้งแต่การจะขึ้น

มันจะไม่จอดให้ตรงป้าย

แต่จะจอดเลยไปหน่อยให้ท่านวิ่งตาม

เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกาย

....... พอท่านขึ้นไปก็จะพบกับ กระเป๋ารถเมล์ในสภาพพร้อมโดนกระทืบ

คือหน้าตากวนตีนจนเห็นแล้วอยากกระทืบ ผลิตตามหลักวิทยาศาสตร์

ที่ว่าด้วยการสันดาบระหว่าง X หน้าตาและท่าทาง

จะส่งผลต่อ X ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้

ซึ่งจะเกิดแรงดึงดูดระหว่างใบหน้ากับ X

ทำให้เกิดปรากฏการ X ลอยไปกระทบใบหน้า

....ขึ้นไปท่านไม่ต้องกลุ้มใจในการเลือกที่นั่ง

....ท่านไม่ต้องกังวลเบาะสภาพไม่ดี

.....หรือเบาะที่ไม่สมประกอบ ขาดรุ่งริ่ง


เพราะทุกเบาะล้วนเป็นแบบนั้นทั้งสิ้น - -"

ส่วนหลักการทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ

ท่านแค่ขึ้นไปเฉยๆ รถจะทำงานตามคำสั่งจากสมองหมาของคนขับ

ที่อยู่ในสภาพเต็มยศ

รองเท้าแตะอีหนีบ

กางเกงพับขา

เสื้อพับแขนไม่ติดกระดุม

ผ้าขนหนูพาดคอ

หนวดเคราไม่โกน

ผมยุ่งเหยิง

หน้าตาเหมือนเมายา

ผ่านการมีคดีติดตัวมาแล้วทั้งสิ้น


เพื่อความรวดเร็วมันจะพาท่านออกไปเลนขวาประจำ

เรียกว่าพอออกขวาได้กอูก็จะออกเลย

ได้ไปอยู่ขวาซักนิดก็ยังดี แล้วมันก็กลับมาอยู่ซ้ายเหมือนเดิม - -"


....ประสิทธิภาพของ "แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก"

มันไม่ได้อยู่แค่กับท่านเท่านั้น

แต่จะส่งผลกับคนรอบข้างด้วย ทั้งกระเป๋าและคนขับจะทำงานประสานกัน

คือด่าพ่อด่าแม่รถข้างๆตลอดเวลา

ขับช้ามันก็ด่า

ขับเร็วมันก็ด่า

ปาดหน้ามันก็ด่า

นอนอยู่บ้านมันก็ด่า - -"


มีมาให้ท่านฟังตลอดการเดินทาง

ท่านสามารถเลือกได้หลายระดับ

ตั้งแต่รถว่างเหมาะสำหรับผู้เริ่มขึ้น

เพราะจะมีที่นั่งและที่จับได้สะดวก

แบบยืนเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้คล่องแล้ว

หรือแบบรถแน่ยืนเบียดกัน

จะช่วยเพิ่มแรงดันจากคนข้างหลังและลด...

บริมาณอากาศหายใจ


.......สำหรับผู้ที่ชอบความตื่นเต้น

ขอแนะนำให้ใช้ช่วงดึก


ช่วงที่ถนนว่างๆ

ท่านจะได้พบกับความตื่นเต้นครั้งสุดท้ายของชีวิต - -"


......แต่เดี๋ยวก่อน!!!

ความสามารถของ"แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก"ยังไม่หมดแค่นี้

เมื่อท่านจะลงมันจะแถมป้ายให้ด้วย!!!

ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่เป็น 3!!!!!!!!

ขอย้ำว่า 3 ป้าย !!!!!!!!!!!

ท่านจะได้เดินออกกำลังอีกด้วย

เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลัง

มันจะช่วยเผาผลานแคลลอลีได้เป็นอย่างดี

แถมยังมีแสงแดดมาช่วยสร้างมะเร็งผิวหนัง

และควันผิดจากรถบนถนนมาทำลายระบบหายใจให้อีกด้วย

นี่คือประสิทธิภาพเพียงบางข้อของ

"แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก"

ตอนนี้เราจะมาฟังคำบอกเล่าของผู้ที่เคยมีประสบการในการใช้มาแล้ว

ชั้นเคยมีปัญหาเรื่องไขมันที่ต้นขา

แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ขณะที่ชั้นกำลังจะลงรถ

มันจอดให้ชั้นลงกลางถนน

แล้วชั้นก็เจอรถชนเข้าอย่างจัง

ต้องตัดขาทิ้งทั้ง2ข้าง


ทีนี้ชั้นก็ไม่ต้องกังวลเรืองไขมันที่ขาอีกต่อไป

แถมยังลดน้ำหนักไปได้อีกหลายกิโล


........หน้าม้าหมายเลข 2

ปกติผมจะต้องขับรถส่วนตัวออกไปทำงานแต่เช้า

ต้องทนตื่นแต่เช้าทุกวันเพราะที่ทำงานไกล

ไปสายเจ้านายก็ด่า

แต่เพียงผมได้พบกับมันเท่านั้น

ขณะที่ผมกำลังขับรถออกจากซอยบ้าน

มันก็ขับเข้ามาเสยรถผมอย่างจัง

ตอนนี้ผมเป็นอัมพาททั้งตัว

ผมไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องตื่นเช้าหรือโดนเจ้านายด่าอีกแล้ว

โอ่วว มันเปลี่ยนชีวิตผมไปจริงๆ



ตอนนี้ท่านคงรู้ถึงประสิทธิภาพของ

"แอ๊บโดมิไนท์เซ่อรถร่วมสะท้านนรก" กันดีแล้ว


......แต่เดี๋ยวก่อน!!!!!!!!!!!!!!!

ถ้าท่านมาขึ้นภายในสิบนาที

เราจะแถมเด็กช่างกลเต็มเบาะหลังฟรี!!!


จะช่วยสร้างความเร้าใจ

เหมื่อนท่านได้ไปอยู่ในหนังแอคชั่น

แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

ทางเราจะแถมเข็มกับด้าย ไว้เย็บไส้ตอนโดนลูกหลงให้อีกด้วย

October, 2007

เคมีแห่งรัก

เคมีแห่งรัก

จากการศึกษาพบว่า มีสารเคมีหลายชนิด (มักจะเป็นสารสื่อประสาทหรือฮอร์โมน) ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์รักของคนเรา โดยในช่วง รักแบบดื่มด่ำฉ่ำหวาน (attraction หรือ romantic passion) ที่เริ่มปิ๊งกันใหม่ๆ นั้น จะมีสารหลายชนิดเกี่ยวข้อง เช่น

* โดพามีน (dopamine) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข

* นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine) เพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

* ฟีนิลีไทลามีน (phenylethylamine, PEA) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข สดชื่น และคุยกับคนรักได้ทั้งคืน (สาร PEA นี้มีในช็อกโกแลตด้วย)

* เซโรโทนิน (serotonin) ลดลง ทำให้รู้สึกกระวนกระวายและมีอาการย้ำคิดย้ำทำ (= “คอยเฝ้าพะวงคิดถึงแต่เธอ” อะไรทำนองนั้น)

เมื่อเวลาผ่านไป สารเคมีชนิดอื่นจะเข้ามามีบทบาทแทน ทำให้ความรักเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น รักแบบผูกพัน (attachment) หรือ รักมั่นนิรันดร (commitment) สารเคมีที่มีบทบาทในช่วงนี้ เช่น

* ออกซีโทซิน (oxytocin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกผูกพันอย่างใกล้ชิดกับคนอื่น (สารออกซีโทซินยังออกมาในขณะถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์ด้วย)

* เอนดอร์ฟิน (endorphin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกสงบสบายและปลอดภัย

* วาสโซเพรสซิน (vasopressin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข

$วิธีขึ้นรถเมล์ฟรี$

เที่ยวแบบประหยัดสุดขั้ว
 
เที่ยวทั้งที่ต้องสนุก แต่ถ้าประหยัดด้วยนี่สิถึงจะดีจริง จริงมั๊ยล่ะ.. ได้เมาด้วย แถมมีเงินเหลือกินข้าวพรุ่งนี้อีกต่างหาก ก็ไหนๆจะประหยัดทั้งทีต้องประหยัดกันตั้งแต่ออกจากบ้านเลยจะดีที่สุด ใครมีรถก็ไม่ต้องเอารถไป จะนั่งแท็กซี่เหรอ ...ยังแพงไป ต้องนี่เลยรถเมล์ เอ้าทำไมล่ะ  มีที่เที่ยวที่ไหนบ้างที่รถเมล์เข้าไม่ถึงบ้างล่ะ..เอ้า.. เราเลยมีวิธีนั่งรถเมล์แบบไม่เสียตังค์มาให้อ่านกัน เอากันแบบไหนๆจะประหยัดแล้วเอามันให้ถึงที่สุดเลยดีกว่า ใครใช้วิธีนี้ตอนขาไป เราขอคาราวะ ใครใช้วิธีนี้ทั้งขาไปขากลับ เราขอกราบงามๆเลยแล้วกัน แถมสร้างรูปปั้นสรรเสริญให้อีกต่างหาก เพื่อเป็นตัวอย่างต่อลูกหลานในอนาคต 5555
1.เลือกคันที่คนแน่นเอี๊ยดเหมือนปลากระป๋อง กว่าจะมาเก็บตังค์ได้เราก็ลงก่อนซะแล้ว
2.ถ้ากระเป๋าอยู่ประตูไหนให้ขึ้นอีกประตู พอกระเป๋าเดินมาถึงให้รีบลง แล้ววิ่งลงแล้วไปขึ้นอีกประตู เหมือนวิ่งไล่จับกัน
3.ในกรณีกระเป๋ารถไม่เห็นเราขึ้นมาให้แกล้งหลับ
4.ถ้ากระเป๋ารถเห็นให้หลับจริงๆ (อย่าลืมกรน ครอกฟี๊..ด้วยเพื่อความสมจริง)
5.หรือไม่ก็แกล้งหลับตั้งแต่ป้ายรถเมล์ พอรถเมล์มาก็ให้ละเมอย้ายร่างขึ้นรถไป (วิธีนี้เนียนมากๆ ขอแนะนำ)
6.ใส่ชุดคอสเพลย์ สไปเดอร์แมน โดดเกาะหลังคารถ อย่าให้ใครในรถเห็น
7.ใส่ชุดอนุบาลเอี๊ยมแดง (สำหรับผู้ที่หน้าตาแก่มากๆ ควรเพิ่มออปชั่น อย่างเช่น กระติกน้ำกล่องข้าง เพื่อความสมจริงน่าเชื่อถือ)
8.ปริ๊นตั๋วเถื่อน
9.ถ้าคิดว่าข้อ 8 แรงไปเปลี่ยนมาเป็นเอาเศษกระดาษเล็กมาบี้เป็นก้อนๆจะดีกว่า
10.ใช้สกิลล่องหน
11.แกล้งกระเป๋าตังค์หาย ทำหน้าตาน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นข้อยืมเงินกระเป๋ารถเมล์
12.ตัดขาข้างนึงทิ้งไปก่อน ก่อนขึ้นรถ
13.แต่งชุดอีทีขึ้นไปบนรถ จากนั้นเริ่มเจรจากับกระเป๋ารถในฐานะฑูตสันติภาพแห่งอวกาศ
14.แกล้งเอาแขนซุกในเสื้อ ปลอมเป็นคนแขนด้วน แล้วบอกกระเป๋ารถด้วยเสียงหวานซึ้งว่า ตังค์อยู่ในกางเกงในหยิบให้หน่อยได้ไหน
15.ใส่ชุดกระเป๋ารถขึ้นไป แล้วทำท่าตกใจเมื่อเจอกระเป๋ารถอีกคน เฮ้ย ...เอ็งเป็นใครว่ะ...
16.กอดคอกระเป๋ารถด้วยท่าทีสนิทสนมสุดขีด ก่อนทักทายด้วยเสียงอันดังก้อง ? เฮ้ย เป็นไงบ้างเพื่อนร่วมโลก ไม่ได้เจอกันนานนะ   เป็นกระเป๋ารถเหรอ พยายามเข้านะ เรื่องตังค์ไม่ต้องห่วง เราจ่ายแน่ แ่ต่ไ่ม่ใช่วันนี้
17.พูดภาษาอูกันด้า กับกระเป๋ารถเมล์
18.เดินเข้าำไปผลักคนขับรถออกจากที่นั่งคนขับ มา..กูขับเอง
19.ระหว่างก้าวขึ้นรถให้แกล้งคุยโทรศัพท์ เสียงดังให้ได้ยินทั้งรถ  “ เฮ้ยไอ้บิ๊ก!! กระเป๋ารถเมล์ที่เก็บตังค์เราวันนั้น มันออกจากห้องไอซียูหรือยังว่ะ หา..อะไรนะ แม่งตายแล้วเหรอ อะไรว่ะ กรูว่าเบามือแล้วนะ?
20.ร้องไห้ แล้วรำพึงรำพันเสียงดัง? ฮือ..ทำไม แค่นี้ต้องเก็บเงินกันด้วย อำมหิต ชั้นไปทำอะไรไห้แกหา...
21.ถามทั้งกระเป๋าและคนขับว่า เฮ้ย..นี่เก็บเงินข้าเหรอ...! นี่แกไม่รู้หรือไงว่ากรูลูกใคร!!!?
23.แกล้งทำเสมือนว่าขึ้นรถผิดคัันแล้ว ขอลงป้ายหน้า ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เืพื่อความเนียนควรถามทางกระเป๋ารถด้ย อืม.คันนี้ผ่านลองแองเจลลิสมั๊ยครับ ไม่ผ่านเหรอ งั้นขอลงป้ายหน้าแล้วกัน...
23.บอกกระเป๋ารถเสียงดังๆว่า เก็บอะไร!!! จ่ายแล้วโว๊ย!!! ทั้งๆที่ทุกคนเห็นว่าพึ่งขึ้นรถเมื่อกี้ก็ตาม
24.ถามกระเป๋ารถว่า “คุณเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยที่อยู่ข้างหลังผมมั๊ย?? เห็นมั๊ย ไม่เห็นเหรอ เธอบอกผมว่า อย่าไปจ่ายมัน เธอจ่ายให้ผมแล้วด้วย”
25.ควักแบ๊งค์พันให้ ยิ้ม แล้วพูดเสียงเขินๆ “อืม คือว่า ป๋ม..ป๋มไม่มีเศษเยยอ่ะคับพี่ งุงิ งุงิ”
26.พอกระเป๋าถึงตัวให้ตกใจสุดขีด จากนั้นแกล้งเป็นลม (ถ้ามีความสามารถจะกระตุกชักไปด้วยจะดีมาก)
27.แกล้วหยิบปืนขั้นมา แล้วพูดว่า “อุ๊ย หยิบผิด นึกว่ากระเป๋าสตางค์ โอ ไม่นะ งั้นกระเป๋าตังค์อยู่ที่บ้านนะซิ
งั้นวันนี้จ่ายลูกปืนไปก่อนได้ไหม?”
28.มองหน้ากระเป๋ารถเมล์ด้วยสีหน้าที่กวนอวัยวะที่ใช้สวมรองเท้า เอียงคอหน่อยๆ ยกขาเล็กน้อย ปากเบี๊ยวพอประมาณ ยักไหล่พอเป็นจังหวะ แล้วเอ่ยเสียงเพราะๆ ว่า... “ ตูไม่ให้..”
29.ทำเป็นพี่น้องกับกระเป๋ารถเมล์ ช่วยเค้าเก็บตังค์แล้วเอาเงินตรงนั้นมาจ่ายค่ารถของเรา 555
30. จับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน....
คำเืตือน : วิธีนี้ก่อนควรเผื่อเวลาก่อนออกเดินทางสัก 2-3 ชั่วโมง และไม่รับประกันความปลอดภัยทั้งสิ้น

 
January, 2007

 

พ ร ะ ส ม า ธิ ข อ ง พ ร ะ เ จ้ า อ ยู่ หั ว

 

 

ด้วยพระเมตตา แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อพสกนิกรชาวไทยพระองค์ประดุจพระผู้สร้างแผ่นดิน ทรงเป็นดั่งผู้มอบชีวิต มอบความรุ่งเรือง มอบความเจริญงอกงามภายในหัวใจคนไทยทั้งชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นแรงบันดาลใจจุดประกายพลังแผ่นดิน

หากเราได้มีโอกาสศึกษาพระบรมราโชวาท แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เราจะเข้าใจได้อย่างแจ่มชัดด้วยคำสอน ที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ แต่ละข้อ แต่ละอย่างนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการที่พระองค์ ทรงไตร่ตรองพิเคราะห์ถึงปัญหานั้น อย่างถ่องแท้ แล้วว่าจะเป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหา การดับทุกข์ได้ด้วยสมาธิ

ธรรมดาสภาวะจิตอันเป็นสมาธินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากการบังคับควบคุม เกิดขึ้นจากความผ่อนคลาย หรือเกิดขึ้นจากภาวะคับขันต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าจะทำให้ต้องเร่งรวบรวมสติให้มั่น ไม่ว่าสมาธิจะเกิดขึ้นอย่างไร สมาธิเป็นของดี เป็นของที่เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน เป็นของที่มีอยู่ในกาย และในจิตอันพร้อมเป็นของเข้าใจได้ เป็นของเข้าใจง่าย และใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัยและความเข้าใจอันแจ่มชัดที่แสดงให้เห็นว่า สมาธิเองก็มิใช่ของที่เกิดขึ้นโดยลำพังหรือใช้โดยลำพัง แต่สมาธิที่ดีจะยังประโยชน์แก่ผู้อื่นได้มากหากผู้ใช้สมาธิรู้จักการปฎิบัติอันถูกต้อง ถูกต้องทั้งแก่ตนแลถูกต้องทั้งแก่ผู้อื่น ดังที่ได้ศึกษาจากรอยพระจริยวัตร แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมืพลอดุลยเดช อันได้แสดงไว้ถึงเรื่องราวของ "พระสมาธิ"

ผู้ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในงานหรือพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องประทับอยู่เป็นเวลานานๆ เช่น ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร คงจะได้เห็นด้วยความพิศวงกันทุกคนว่า พระเจ้าอยู่หัวนั้น เมื่อทรงนั่งลงแล้ว จะประทับอยู่ในพระอิริยาบทนั้นตั้งแต่เริ่มพิธีไปจนกระทั่งจบไม่ทรงเปลี่ยนพระอิริยาบทเลย

นอกจากนั้น ยังทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจอย่างกระฉับกระเฉง ต่อเนื่อง ไม่มีพระอาการที่แสดงว่าทรงเหนื่อย หรือทรงเบื่อเลย ผมเคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พิธีนั้นยาวถึงประมาณ ๔ ชั่วโมง และมีบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาเฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นจำนวนหลายพันคน ได้เห็นเหตุการณ์เช่นว่านั้น แต่ผมได้เห็นมากกว่านั้นคือ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับไปถึงพระตำหนักจิตรลดาโหฐานในตอนค่ำวันนั้น พระเจ้าอยู่หัวยังทรงออกพระกำลังบริหารพระวรกายด้วยการวิ่งในศาลาดุสิตาลัยอีก

ในการประกอบพระราชกรณียกิจอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวทรงปฎิบัติด้วยพระอาการที่แสดงว่า เอาพระทัยจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ทรงเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย เช่น ในการทรงดนตรี ( ที่ใครๆ มักจะนึกว่าเป็นการหย่อน พระราชหฤทัย) เป็นต้น ผมเคยเห็นพระเจ้าอยู่หัวประทับทรงดนตรี ตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง โดยทรงนั่งไม่ลุกเลยแม้แต่จะเพื่อเสด็จฯ ไปห้องสรงในขณะที่นักดนตรีอื่นๆ ลงกราบแล้วถอยหลังลุกไปเข้าห้องน้ำกันเป็นครั้งคราวทุกคน

ในการทรงเรือใบก็เช่นเดียวกัน ทรงจดจ่ออยู่กับการบังคับเรืออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งจบ ครั้งหนึ่งเสด็จฯ ออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นเรือใบเข้าฝั่ง ตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯ อยู่ด้วยความฉงนว่าเสด็จฯ กลับเข้าฝั่งเพราะเรือใบพระที่นั่งแล่นไปโดนทุ่นเข้าซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่า ฟาวล์ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็น

แสดงว่าการทรงดนตรีก็ดี ทรงเรือใบก็ดี สำหรับพระเจ้าอยู่หัว เป็นงานอีกชนิดหนึ่ง ที่จะต้องทำด้วยความจดจ่อและต่อเนื่องไปจนกว่าจะเสร็จเหมือนกัน

พระราชกรณียกิจอื่นๆ ทั้งน้อยและใหญ่ ทรงปฎิบัติแบบเดียวกัน คือด้วยการเอาพระราชหฤทัยจดจ่อไม่ทรงยอมให้ขาดจังหวะจนกว่าจะเสร็จ และไม่ทรงทิ้งขว้างแบบทำๆ หยุดๆ เพราะฉะนั้น จึงจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้น สำเร็จลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่

ผมไปรู้เอาหลังจากที่เข้ารับราชการในตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำอยู่ได้ไม่นานว่าที่ทรงสามารถจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจทุกชนิดได้เช่นนั้นก็เพราะพระสมาธิ

ผมไม่ทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มฝึกสมาธิตั้งแต่เมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงจะเริ่มในเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เมื่อทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) หลังจากทรงผนวชแล้ว ประทับจำพรรษาอยู่ที่พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอยู่ในสมณเพศเป็นเวลา ๑๕ วัน ครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งทรงเป็นพระอุปัชณาจารย์ทรงเลือกสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (เมื่อครั้งยังเป็นพระโสภณคณาภรณ์) ให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้จะทรงมีเวลาน้อยแต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงศึกษาและปฎิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และคงจะได้ทรงฝึกเจริญพระกรรมฐานในโอกาสนั้นด้วย

เมื่อผมเข้าไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ นั้น ปรากฎว่าการศึกษา และปฎิบัติสมาธิหรือกรรมฐาน ในราชสำนักกำลังดำเนินอยู่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงปฎิบัติเป็นประจำ และข้าราชสำนักข้าราชบริพารหลายคน ทั้งฝ่ายพลเรือน และทหารก็กำลังเจริญรอยพระยุคลบาทอยู่ด้วยการฝึกสมาธิอย่างขมักเขม้น

ผมไม่ได้ตั้งใจจะหัดสมาธิ แม้จะเคยศึกษามาก่อน โดยเฉพาะจากหนังสือของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ แต่ระหว่างการตามเสด็จฯ โดยรถไฟ จากกรุงเทพมหานครไปอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ การเดินทางไกลกว่าที่ผมคาดคิด หนังสือเล่มเดียวที่เตรียมไปอ่านฆ่าเวลาบนรถไฟ ก็อ่านจบเล่มเสียตั้งแต่กลางทาง ขณะนั้นผมเห็นนายทหารราชองครักษ์ ประจำที่ปฎิบัติหน้าที่ถวายความ ปลอดภัยร่วมกันสองนาย ใช้เวลาว่างนั่งหลับตาทำสมาธิ ผมจึงลองทำดูบ้างโดยใช้อานาปานสติ (คือกำหนดรู้แต่เพียงว่ากำลังหายใจเข้า และหายใจออก) อันเป็นวิธีที่พระพทธเจ้าทรงใช้ และ ท่านอาจารย์พุทธทาสแนะนำ ปรากฎว่าจิตสงบเร็วกว่าที่ผมคาด แลเห็นนิมิตเป็นภาพสีสวยๆ งามๆ มากมายและเป็นเวลาค่อนข้างนานด้วย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดสมาธิและกลายเป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ปฎิบัติสมาธิเป็นประจำมาจนทุกวันนี้

เมื่อความทราบถึงพระกรรณว่าผมเริ่มปฎิบัติสมาธิ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงกรุณาพระราชทานหนังสือ และแถบบันทึกเสียงคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ ลงมา และบางครั้งก็ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัส แนะนำด้วยพระองค์เอง ผมจึงได้รู้ว่า พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัวนั้นก้าวหน้าไปแล้วเป็นอันมาก รับสั่งเล่าเองว่าแม้จะทรงใช้ อานาปานสติ เป็นอุบายในการทำ สมาธิ แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงสามารถที่จะกำหนดพระอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) และพระปัสสาสะ (ลมหายใจออก) ได้แต่ลำพัง ต้องทรงนับกำกับ วิธีนับของพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงทำดังนี้

หายใจเข้าครั้งที่หนึ่ง นับหนึ่ง หายใจออกครั้งที่หนึ่ง นับหนึ่ง
หายใจเข้าครั้งที่สอง นับสอง หายใจออกครั้งที่สอง นับสอง
หายใจเข้าครั้งที่สาม นับสาม หายใจออกครั้งที่สาม นับสาม
หายใจเข้าครั้งที่สี่ นับสี่ หายใจออกครั้งที่สี่ นับสี่
หายใจเข้าครั้งที่ห้า นับห้า หายใจออกครั้งที่ห้า นับห้า

เมื่อถึงห้าแล้ว หากจิตยังไม่สงบ ก็นับถอยหลังจากห้าลงมาหาหนึ่ง แล้วนับจากหนึ่งขึ้นไปหา ห้าใหม่ กลับไปกลับมาเช่นนั้น จนกว่าจิตจะสงบ

รับสั่งว่า ที่เห็นพระองค์ประทับอยู่นิ่งๆ นั้น พระจิตทรงอยู่กับหนึ่งเข้าหนึ่งออกตลอดเวลา พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาเรื่องสมาธิด้วยการรวบรวม และประมวลคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกคน แล้วก็ทรงพระกรุณา พระราชทานประมวลคำสอนนั้นแก่ผู้ที่ทรงทราบว่ากำลังปฎิบัติสมาธิอยู่

ครั้งหนึ่ง ทรงพระกรุณาพระราชทานแถบบันทึกเสียงของสมเด็จพระญาณสังวรฯ ให้ผม รับสั่งว่าเป็นบันทึกเสียงการแสดงธรรมเรื่อง ฉฉักกสูตร (คือพระสูตรว่าด้วยธรรมะ หมวด ๖ รวม ๖ ข้อ ซึ่งอธิบายความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวมีตนของสิ่งต่างๆ มีอายตนะภายนอก อายตนะภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตัญหา พระสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาและปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน) และทรงแนะนำให้ผมฟังธรรมบทนั้น

ผมรับพระราชทานแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นมาแล้วก็เอาไปใส่เครื่องบันทึกเสียงและเปิดฟัง ฟังไปได้ไม่ทันหมดม้วนก็ปิดแล้วก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ฟังอีก หลังจากนั้นไม่นานนัก ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า ฟังเทปของสมเด็จฯ แล้วหรือยัง เป็นอย่างไร

ผมไม่อาจจะกราบบังคมทูลความอันเป็นเท็จได้ ต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่าฟังได้ไม่ทันจบม้วนก็ได้หยุดฟังเสียงแล้ว ตรัสถามต่อไปถึงเหตุผลที่ผมไม่ฟังให้จบ และผมก็จำเป็นต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่า สมเด็จฯ ท่านเทศน์ฟังไม่สนุก พูดขาดเป็นวรรคๆ เป็นห้วงๆ เนื่องจากสมเด็จฯ พิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำและประโยคเทศน์ของท่านนั้น ถ้าเอามาพิมพ์ก็จะอ่านได้สบายกว่าฟัง

พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า ที่ฟังสมเด็จฯ เทศน์ไม่รู้เรื่องนั้นก็เพราะคิดไปก่อนใช้หรือไม่ว่า สมเด็จฯ ท่านจะพูดว่าอย่างนั้น อย่างนี้ ครั้นท่านพูดช้ากว่าที่คิด หรือพูดออกมาแล้วไม่ตรงกับที่คาดหมายจึงเบื่อ เมื่อผมนิ่งไม่กราบบังคมทูลตอบ ก็ทรงแนะนำว่า ให้กลับไปฟังใหม่ คราวนี้อย่าคิดไปก่อนว่าสมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร สมเด็จฯ หยุดก็ให้หยุดด้วย ผมกลับมาทำตามพระราชกระแสรับสั่ง เปิดเครื่องบันทึกเสียงฟังเทศน์ของสมเด็จฯ จากแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นใหม่ตั้งแต่ต้น ฟังด้วยสมาธิ

สมเด็จฯ หยุดตรงไหน ผมก็หยุดตรงนั้น และ ไม่คิดๆ ไปก่อนว่า สมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร คราวนี้ ผมฟังได้จนจบและเห็นว่าจริงดังพระราชดำรัส แถบบันทึกเสียงม้วนนั้น เป็นม้วนที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง

ครั้งหนึ่ง หลังจากที่นั่งสมาธิแล้ว ผมได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูลประสบการณ์ที่ได้ขณะทำสมาธิ ผมกราบบังคมทูลว่า ขณะที่นั่งสมาธิครั้งนั้น รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นจากพื้นสูงประมาณสอกหนึ่ง ทีแรกก็ยังไม่รู้สึกอะไรแต่ครั้รหัวเริ่มคล้อยลงไปข้างหน้า ทำท่าเหมือนจะตีลังกา ผมก็ตกใจและต้องเลิกทำสมาธิ

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า ถ้าหากสติยังอยู่ ยังรู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ควรจะเลิก แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพนั้น

อีกครั้งหนึ่ง หลังจากทำสมาธิแล้ว ผมกราบบังคมทูลว่า พอจิตสงบผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเลื่อนต่ำลงไปในท่อขนาดใหญ่ครือตัวผม และที่ปลายท่อข้างล่างผมแลเห็นแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ แสดงว่าท่อยาวมาก กลัวจะหลุดออกจากท่อไป ผมก็เลยเลิกทำสมาธิ

รับสั่งเช่นเดียวกันว่า หากยังรู้ตัว (มีสติ) อยู่ ก็ไม่ควรเลิก ถึงหากจะหลุดออกนอกท่อไปก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่สติยังอยู่ และรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน

ต่อมาภายหลังจากการศึกษาคำสอนของครูปาอาจารย์ทุกท่าน และโดยเฉพาะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสสอนให้ "ดำรงสติให้มั่น" ในเวลาทำสมาธิ

ในส่วนที่เกี่ยวกับพระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว เคยตรัสเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังทรงทำสมาธิอยู่ พระจิตสงบและเกิดนิมิต ในนิมิตนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรเห็นพระกร (แขนท่อนล่าง) ลอกออกทีละชั้นๆ ตั้งแต่จากพระตจะ (หนัง) ลงไปจนถึงพระอัฐิ (กระดูก)

พระเจ้าอยู่หัวทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยและใหญ่ จึงทรงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนัก ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้โดยไม่ทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยและเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสำเร็จ หรือความล้มเหลวอันเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทรงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับ พระราชกรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น

ในฐานะที่เกิดมาเป็นพลเมืองของประเทศที่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เป็นพระประมุข และในฐานะที่ทุกคนมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงเมืองไทยนี้ให้เป็นที่ร่มเย็นของเรา และของลูกหลานของเรา จึงสมควรที่เราจะเจริญรอยประพฤติตามพระยุคลบาทด้วยการศึกษาและปฎิบัติสมาธิกันอย่างจริงจัง และนำสมาธิมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

-จบ -


(คัดลอกจาก ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ๕๘/๘ เพชรเกษม ๕๔ เขตภาษีเจริญ
กทม. ๑๐๑๖๐ โทร. ๘๐๕-๐๗๙๐-๙๔
E-Mail : ybatoffice@ybat.org , webmaster@ybat.org
Copyright ฉ 2000 by Young Buddhist Association of Thailand)