ShILLinG's profileYou has JusT SiGn In ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
You has JusT SiGn In LiVe@SHILLiNG SpAce五日間……バックレよう January, 2008 สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ โน๊ต อุดมสิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ โน๊ต อุดม โน๊ต อุดม ดารา ชื่อดังจะมาบอกถึง สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ โน๊ต อุดม สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ โน๊ต อุดม เชิญที่นี่
สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้กับ "โน๊ต อุดม" สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ อุดม แต้พานิช November, 2007 Biz"เงินทอง&กำไร" คือของสะสม
Biz ลงทุนต้องเหมาะกับ "วัย&รายได้"
October, 2007 รถเมล์เมืองไทย
October, 2007 เคมีแห่งรักเคมีแห่งรัก จากการศึกษาพบว่า มีสารเคมีหลายชนิด (มักจะเป็นสารสื่อประสาทหรือฮอร์โมน) ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์รักของคนเรา โดยในช่วง รักแบบดื่มด่ำฉ่ำหวาน (attraction หรือ romantic passion) ที่เริ่มปิ๊งกันใหม่ๆ นั้น จะมีสารหลายชนิดเกี่ยวข้อง เช่น * โดพามีน (dopamine) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข * นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine) เพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น * ฟีนิลีไทลามีน (phenylethylamine, PEA) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข สดชื่น และคุยกับคนรักได้ทั้งคืน (สาร PEA นี้มีในช็อกโกแลตด้วย) * เซโรโทนิน (serotonin) ลดลง ทำให้รู้สึกกระวนกระวายและมีอาการย้ำคิดย้ำทำ (= “คอยเฝ้าพะวงคิดถึงแต่เธอ” อะไรทำนองนั้น) เมื่อเวลาผ่านไป สารเคมีชนิดอื่นจะเข้ามามีบทบาทแทน ทำให้ความรักเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น รักแบบผูกพัน (attachment) หรือ รักมั่นนิรันดร (commitment) สารเคมีที่มีบทบาทในช่วงนี้ เช่น * ออกซีโทซิน (oxytocin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกผูกพันอย่างใกล้ชิดกับคนอื่น (สารออกซีโทซินยังออกมาในขณะถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์ด้วย) * เอนดอร์ฟิน (endorphin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกสงบสบายและปลอดภัย * วาสโซเพรสซิน (vasopressin) เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกมีความสุข $วิธีขึ้นรถเมล์ฟรี$เที่ยวแบบประหยัดสุดขั้ว
เที่ยวทั้งที่ต้องสนุก แต่ถ้าประหยัดด้วยนี่สิถึงจะดีจริง จริงมั๊ยล่ะ.. ได้เมาด้วย แถมมีเงินเหลือกินข้าวพรุ่งนี้อีกต่างหาก ก็ไหนๆจะประหยัดทั้งทีต้องประหยัดกันตั้งแต่ออกจากบ้านเลยจะดีที่สุด ใครมีรถก็ไม่ต้องเอารถไป จะนั่งแท็กซี่เหรอ ...ยังแพงไป ต้องนี่เลยรถเมล์ เอ้าทำไมล่ะ มีที่เที่ยวที่ไหนบ้างที่รถเมล์เข้าไม่ถึงบ้างล่ะ..เอ้า.. เราเลยมีวิธีนั่งรถเมล์แบบไม่เสียตังค์มาให้อ่านกัน เอากันแบบไหนๆจะประหยัดแล้วเอามันให้ถึงที่สุดเลยดีกว่า ใครใช้วิธีนี้ตอนขาไป เราขอคาราวะ ใครใช้วิธีนี้ทั้งขาไปขากลับ เราขอกราบงามๆเลยแล้วกัน แถมสร้างรูปปั้นสรรเสริญให้อีกต่างหาก เพื่อเป็นตัวอย่างต่อลูกหลานในอนาคต 5555 1.เลือกคันที่คนแน่นเอี๊ยดเหมือนปลากระป๋อง กว่าจะมาเก็บตังค์ได้เราก็ลงก่อนซะแล้ว
2.ถ้ากระเป๋าอยู่ประตูไหนให้ขึ้นอีกประตู พอกระเป๋าเดินมาถึงให้รีบลง แล้ววิ่งลงแล้วไปขึ้นอีกประตู เหมือนวิ่งไล่จับกัน 3.ในกรณีกระเป๋ารถไม่เห็นเราขึ้นมาให้แกล้งหลับ 4.ถ้ากระเป๋ารถเห็นให้หลับจริงๆ (อย่าลืมกรน ครอกฟี๊..ด้วยเพื่อความสมจริง) 5.หรือไม่ก็แกล้งหลับตั้งแต่ป้ายรถเมล์ พอรถเมล์มาก็ให้ละเมอย้ายร่างขึ้นรถไป (วิธีนี้เนียนมากๆ ขอแนะนำ) 6.ใส่ชุดคอสเพลย์ สไปเดอร์แมน โดดเกาะหลังคารถ อย่าให้ใครในรถเห็น 7.ใส่ชุดอนุบาลเอี๊ยมแดง (สำหรับผู้ที่หน้าตาแก่มากๆ ควรเพิ่มออปชั่น อย่างเช่น กระติกน้ำกล่องข้าง เพื่อความสมจริงน่าเชื่อถือ) 8.ปริ๊นตั๋วเถื่อน 9.ถ้าคิดว่าข้อ 8 แรงไปเปลี่ยนมาเป็นเอาเศษกระดาษเล็กมาบี้เป็นก้อนๆจะดีกว่า 10.ใช้สกิลล่องหน 11.แกล้งกระเป๋าตังค์หาย ทำหน้าตาน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นข้อยืมเงินกระเป๋ารถเมล์ 12.ตัดขาข้างนึงทิ้งไปก่อน ก่อนขึ้นรถ 13.แต่งชุดอีทีขึ้นไปบนรถ จากนั้นเริ่มเจรจากับกระเป๋ารถในฐานะฑูตสันติภาพแห่งอวกาศ 14.แกล้งเอาแขนซุกในเสื้อ ปลอมเป็นคนแขนด้วน แล้วบอกกระเป๋ารถด้วยเสียงหวานซึ้งว่า ตังค์อยู่ในกางเกงในหยิบให้หน่อยได้ไหน 15.ใส่ชุดกระเป๋ารถขึ้นไป แล้วทำท่าตกใจเมื่อเจอกระเป๋ารถอีกคน เฮ้ย ...เอ็งเป็นใครว่ะ... 16.กอดคอกระเป๋ารถด้วยท่าทีสนิทสนมสุดขีด ก่อนทักทายด้วยเสียงอันดังก้อง ? เฮ้ย เป็นไงบ้างเพื่อนร่วมโลก ไม่ได้เจอกันนานนะ เป็นกระเป๋ารถเหรอ พยายามเข้านะ เรื่องตังค์ไม่ต้องห่วง เราจ่ายแน่ แ่ต่ไ่ม่ใช่วันนี้ 17.พูดภาษาอูกันด้า กับกระเป๋ารถเมล์ 18.เดินเข้าำไปผลักคนขับรถออกจากที่นั่งคนขับ มา..กูขับเอง 19.ระหว่างก้าวขึ้นรถให้แกล้งคุยโทรศัพท์ เสียงดังให้ได้ยินทั้งรถ “ เฮ้ยไอ้บิ๊ก!! กระเป๋ารถเมล์ที่เก็บตังค์เราวันนั้น มันออกจากห้องไอซียูหรือยังว่ะ หา..อะไรนะ แม่งตายแล้วเหรอ อะไรว่ะ กรูว่าเบามือแล้วนะ? 20.ร้องไห้ แล้วรำพึงรำพันเสียงดัง? ฮือ..ทำไม แค่นี้ต้องเก็บเงินกันด้วย อำมหิต ชั้นไปทำอะไรไห้แกหา... 21.ถามทั้งกระเป๋าและคนขับว่า เฮ้ย..นี่เก็บเงินข้าเหรอ...! นี่แกไม่รู้หรือไงว่ากรูลูกใคร!!!? 23.แกล้งทำเสมือนว่าขึ้นรถผิดคัันแล้ว ขอลงป้ายหน้า ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เืพื่อความเนียนควรถามทางกระเป๋ารถด้ย อืม.คันนี้ผ่านลองแองเจลลิสมั๊ยครับ ไม่ผ่านเหรอ งั้นขอลงป้ายหน้าแล้วกัน... 23.บอกกระเป๋ารถเสียงดังๆว่า เก็บอะไร!!! จ่ายแล้วโว๊ย!!! ทั้งๆที่ทุกคนเห็นว่าพึ่งขึ้นรถเมื่อกี้ก็ตาม 24.ถามกระเป๋ารถว่า “คุณเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยที่อยู่ข้างหลังผมมั๊ย?? เห็นมั๊ย ไม่เห็นเหรอ เธอบอกผมว่า อย่าไปจ่ายมัน เธอจ่ายให้ผมแล้วด้วย” 25.ควักแบ๊งค์พันให้ ยิ้ม แล้วพูดเสียงเขินๆ “อืม คือว่า ป๋ม..ป๋มไม่มีเศษเยยอ่ะคับพี่ งุงิ งุงิ” 26.พอกระเป๋าถึงตัวให้ตกใจสุดขีด จากนั้นแกล้งเป็นลม (ถ้ามีความสามารถจะกระตุกชักไปด้วยจะดีมาก) 27.แกล้วหยิบปืนขั้นมา แล้วพูดว่า “อุ๊ย หยิบผิด นึกว่ากระเป๋าสตางค์ โอ ไม่นะ งั้นกระเป๋าตังค์อยู่ที่บ้านนะซิ งั้นวันนี้จ่ายลูกปืนไปก่อนได้ไหม?” 28.มองหน้ากระเป๋ารถเมล์ด้วยสีหน้าที่กวนอวัยวะที่ใช้สวมรองเท้า เอียงคอหน่อยๆ ยกขาเล็กน้อย ปากเบี๊ยวพอประมาณ ยักไหล่พอเป็นจังหวะ แล้วเอ่ยเสียงเพราะๆ ว่า... “ ตูไม่ให้..” 29.ทำเป็นพี่น้องกับกระเป๋ารถเมล์ ช่วยเค้าเก็บตังค์แล้วเอาเงินตรงนั้นมาจ่ายค่ารถของเรา 555 30. จับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน.... คำเืตือน : วิธีนี้ก่อนควรเผื่อเวลาก่อนออกเดินทางสัก 2-3 ชั่วโมง และไม่รับประกันความปลอดภัยทั้งสิ้น
January, 2007
ด้วยพระเมตตา แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อพสกนิกรชาวไทยพระองค์ประดุจพระผู้สร้างแผ่นดิน ทรงเป็นดั่งผู้มอบชีวิต มอบความรุ่งเรือง มอบความเจริญงอกงามภายในหัวใจคนไทยทั้งชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นแรงบันดาลใจจุดประกายพลังแผ่นดิน
เมื่อถึงห้าแล้ว หากจิตยังไม่สงบ ก็นับถอยหลังจากห้าลงมาหาหนึ่ง แล้วนับจากหนึ่งขึ้นไปหา ห้าใหม่ กลับไปกลับมาเช่นนั้น จนกว่าจิตจะสงบ รับสั่งว่า ที่เห็นพระองค์ประทับอยู่นิ่งๆ นั้น พระจิตทรงอยู่กับหนึ่งเข้าหนึ่งออกตลอดเวลา พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาเรื่องสมาธิด้วยการรวบรวม และประมวลคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกคน แล้วก็ทรงพระกรุณา พระราชทานประมวลคำสอนนั้นแก่ผู้ที่ทรงทราบว่ากำลังปฎิบัติสมาธิอยู่ ครั้งหนึ่ง ทรงพระกรุณาพระราชทานแถบบันทึกเสียงของสมเด็จพระญาณสังวรฯ ให้ผม รับสั่งว่าเป็นบันทึกเสียงการแสดงธรรมเรื่อง ฉฉักกสูตร (คือพระสูตรว่าด้วยธรรมะ หมวด ๖ รวม ๖ ข้อ ซึ่งอธิบายความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวมีตนของสิ่งต่างๆ มีอายตนะภายนอก อายตนะภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตัญหา พระสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาและปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน) และทรงแนะนำให้ผมฟังธรรมบทนั้น ผมรับพระราชทานแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นมาแล้วก็เอาไปใส่เครื่องบันทึกเสียงและเปิดฟัง ฟังไปได้ไม่ทันหมดม้วนก็ปิดแล้วก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ฟังอีก หลังจากนั้นไม่นานนัก ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า ฟังเทปของสมเด็จฯ แล้วหรือยัง เป็นอย่างไร ผมไม่อาจจะกราบบังคมทูลความอันเป็นเท็จได้ ต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่าฟังได้ไม่ทันจบม้วนก็ได้หยุดฟังเสียงแล้ว ตรัสถามต่อไปถึงเหตุผลที่ผมไม่ฟังให้จบ และผมก็จำเป็นต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่า สมเด็จฯ ท่านเทศน์ฟังไม่สนุก พูดขาดเป็นวรรคๆ เป็นห้วงๆ เนื่องจากสมเด็จฯ พิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำและประโยคเทศน์ของท่านนั้น ถ้าเอามาพิมพ์ก็จะอ่านได้สบายกว่าฟัง พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า ที่ฟังสมเด็จฯ เทศน์ไม่รู้เรื่องนั้นก็เพราะคิดไปก่อนใช้หรือไม่ว่า สมเด็จฯ ท่านจะพูดว่าอย่างนั้น อย่างนี้ ครั้นท่านพูดช้ากว่าที่คิด หรือพูดออกมาแล้วไม่ตรงกับที่คาดหมายจึงเบื่อ เมื่อผมนิ่งไม่กราบบังคมทูลตอบ ก็ทรงแนะนำว่า ให้กลับไปฟังใหม่ คราวนี้อย่าคิดไปก่อนว่าสมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร สมเด็จฯ หยุดก็ให้หยุดด้วย ผมกลับมาทำตามพระราชกระแสรับสั่ง เปิดเครื่องบันทึกเสียงฟังเทศน์ของสมเด็จฯ จากแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นใหม่ตั้งแต่ต้น ฟังด้วยสมาธิ สมเด็จฯ หยุดตรงไหน ผมก็หยุดตรงนั้น และ ไม่คิดๆ ไปก่อนว่า สมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร คราวนี้ ผมฟังได้จนจบและเห็นว่าจริงดังพระราชดำรัส แถบบันทึกเสียงม้วนนั้น เป็นม้วนที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง ครั้งหนึ่ง หลังจากที่นั่งสมาธิแล้ว ผมได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูลประสบการณ์ที่ได้ขณะทำสมาธิ ผมกราบบังคมทูลว่า ขณะที่นั่งสมาธิครั้งนั้น รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นจากพื้นสูงประมาณสอกหนึ่ง ทีแรกก็ยังไม่รู้สึกอะไรแต่ครั้รหัวเริ่มคล้อยลงไปข้างหน้า ทำท่าเหมือนจะตีลังกา ผมก็ตกใจและต้องเลิกทำสมาธิ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า ถ้าหากสติยังอยู่ ยังรู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ควรจะเลิก แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพนั้น อีกครั้งหนึ่ง หลังจากทำสมาธิแล้ว ผมกราบบังคมทูลว่า พอจิตสงบผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเลื่อนต่ำลงไปในท่อขนาดใหญ่ครือตัวผม และที่ปลายท่อข้างล่างผมแลเห็นแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ แสดงว่าท่อยาวมาก กลัวจะหลุดออกจากท่อไป ผมก็เลยเลิกทำสมาธิ รับสั่งเช่นเดียวกันว่า หากยังรู้ตัว (มีสติ) อยู่ ก็ไม่ควรเลิก ถึงหากจะหลุดออกนอกท่อไปก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่สติยังอยู่ และรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน ต่อมาภายหลังจากการศึกษาคำสอนของครูปาอาจารย์ทุกท่าน และโดยเฉพาะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสสอนให้ "ดำรงสติให้มั่น" ในเวลาทำสมาธิ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว เคยตรัสเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังทรงทำสมาธิอยู่ พระจิตสงบและเกิดนิมิต ในนิมิตนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรเห็นพระกร (แขนท่อนล่าง) ลอกออกทีละชั้นๆ ตั้งแต่จากพระตจะ (หนัง) ลงไปจนถึงพระอัฐิ (กระดูก) พระเจ้าอยู่หัวทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยและใหญ่ จึงทรงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนัก ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้โดยไม่ทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยและเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสำเร็จ หรือความล้มเหลวอันเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทรงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับ พระราชกรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น ในฐานะที่เกิดมาเป็นพลเมืองของประเทศที่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เป็นพระประมุข และในฐานะที่ทุกคนมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงเมืองไทยนี้ให้เป็นที่ร่มเย็นของเรา และของลูกหลานของเรา จึงสมควรที่เราจะเจริญรอยประพฤติตามพระยุคลบาทด้วยการศึกษาและปฎิบัติสมาธิกันอย่างจริงจัง และนำสมาธิมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา -จบ - (คัดลอกจาก ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ๕๘/๘ เพชรเกษม ๕๔ เขตภาษีเจริญ กทม. ๑๐๑๖๐ โทร. ๘๐๕-๐๗๙๐-๙๔ E-Mail : ybatoffice@ybat.org , webmaster@ybat.org Copyright ฉ 2000 by Young Buddhist Association of Thailand) |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|